คลังเก็บป้ายกำกับ: วิจัยคณิต

พัฒนาการเรียนการเรียนคณิตโดยใช้วิจัย

มาตรฐาน

บทนำ

 

การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในด้านการวิจัยและใช้กระบวนการ

วิจัยในการแสวงหาความรู้ที่เป็นระบบน่าเชื่อถือ  เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษา

มีประสิทธิภาพ ดังที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ ระบุไว้ในหมวด ๔ มาตรา ๓๐ ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถใช้กระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละระดับการศึกษา และมาตรา ๒๔ (๕) ให้ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อ

การเรียนและสื่ออำนวยความสะดวกเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรู้รวมทั้งสามารถใช้การวิจัย

เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ (กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๔๖) การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาโดยเฉพาะครูให้มีความรู้ความสามารถในการใช้วิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพส่งผลถึงคุณภาพของนักเรียน โดยครูต้องสามารถนำการวิจัยเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ และการจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสริมและพัฒนาให้นักเรียนทุกคนสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ แต่จากสภาพปัญหาการวิจัยพบว่า ครูส่วนใหญ่ทำวิจัยและนำผลการวิจัยมาใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้น้อยมาก (สำนักงานประเมินมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา, ๒๕๕๑) และมีครูเพียง ๒๐ คน ที่ส่งโครงการวิจัยมาขอทุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (๒๕๕๒) นอกจากนั้นครูและบุคลากรทางการศึกษามีความรู้ความสามารถในการนำกระบวนการวิจัยมาใช้ในการจัดการเรียนรู้แตกต่างกัน

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงได้กำหนดโครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัยโดยการออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนได้เรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยและส่งเสริมให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นวัฒนธรรมการวิจัยในการเรียนรู้ทั้งครู นักเรียนและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกระดับเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ ๒ โดยเน้นการปฏิรูปนักเรียนและครู

ยุคใหม่ นอกจากนั้นการจัดการเรียนรู้โดยนักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้เป็นนโยบายเร่งด่วน

ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องดำเนินการตามกรอบการปฏิรูปการศึกษารอบสอง

๔ ด้าน คือ ปฏิรูปครูยุคใหม่ ปฏิรูปนักเรียนยุคใหม่ ปฏิรูปสถานศึกษายุคใหม่และปฏิรูปแหล่งเรียนรู้

ยุคใหม่ โดยส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษาดำเนินโครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัย เพื่อให้หน่วยงานในสังกัดทุกระดับส่งเสริมให้ความรู้ เทคนิคแก่ครูในการจัดการเรียนรู้โดยนักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้ เพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจและความสามารถในการจัดการเรียนรู้

โดยใช้กระบวนการวิจัยและนักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นวัฒนธรรมการวิจัยในโรงเรียน

เอกสาร “แนวการจัดการเรียนรู้โดยนักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้” ฉบับนี้ได้นำเสนอรายละเอียดการดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยนักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้ ๔ ขั้นตอน คือ ๑) ตั้งคำถาม ๒) เตรียมการค้นหาคำตอบ ๓) ดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบและ ๔) สรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ การสร้างบรรยากาศและแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัย และการประเมินผลการจัดการเรียนรู้โดยนักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้โดยนักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้และสามารถปรับใช้ให้สอดคล้องกับสภาพของชุมชนและท้องถิ่นได้ตามความเหมาะสม

 

วัตถุประสงค์

                ๑. เพื่อให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้โดยให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้

                ๒. เพื่อให้นักเรียนสามารถใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข

                ๓. เพื่อให้ศึกษานิเทศก์สามารถนิเทศการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัย

 

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยนักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้

การจัดการเรียนรู้โดยนักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้ ประกอบด้วยองค์ประกอบด้านผู้ใช้และด้านการใช้ องค์ประกอบด้านผู้ใช้จำแนกเป็นครูและนักเรียน ด้านการใช้จำแนกเป็นการใช้ผลการวิจัยและการใช้กระบวนการวิจัย ทำให้เกิดแนวทางในการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัย ๔ แนวทาง ดังแสดงในแผนภาพที่ ๑

 

 

ครู

นักเรียน

การใช้ผลการวิจัย

แนวทางที่ ๑

แนวทางที่ ๒

การใช้กระบวนการวิจัย

แนวทางที่ ๓

แนวทางที่ ๔

 

แนวทางที่ ๑ :  ครูใช้ผลการวิจัยในการจัดการเรียนรู้

แนวทางที่ ๒ :  นักเรียนใช้ผลการวิจัยในการเรียนรู้

แนวทางที่ ๓ :  ครูใช้กระบวนการวิจัยในการจัดการเรียนรู้

แนวทางที่ ๔ :  นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้

 

แผนภาพที่ แนวทางการใช้การวิจัยในการจัดการเรียนรู้

 

 

แนวทางที่ ๑ เป็นแนวทางที่ครูนำผลการวิจัยมาใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้ต่างๆ ที่ช่วยให้นักเรียนขยายขอบเขตของความรู้ที่ทันสมัยและเสริมให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ส่วนแนวทางที่ ๒ เป็นแนวทางที่นักเรียนสืบค้นและศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสาระการเรียนรู้ที่เรียนรู้ด้วยตนเอง สำหรับแนวการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยในครั้งนี้เป็นการใช้แนวทางที่ ๓ และแนวทางที่ ๔ คือครูใช้กระบวนการวิจัยในการจัดการเรียนรู้และนักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้มาบูรณาการโดยใช้กระบวนการวิจัยตามขั้นตอน ๔ ขั้นตอนดังนี้

๑. ตั้งคำถาม

๒. เตรียมการค้นหาคำตอบ

๓. ดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ

๔. สรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ

 

กระบวนการวิจัย ๔ ขั้นตอน

                กระบวนการวิจัยเป็นการแสวงหาความรู้อย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย ๔ ขั้นตอน ดังนี้

                ๑.  ตั้งคำถาม

การตั้งคำถาม เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการวิจัย ซึ่งผู้วิจัยจะต้องระบุให้ชัดเจนว่า การวิจัยครั้งนั้นๆ  มีคำถามสำคัญหรือโจทย์ที่มุ่งแสวงหาคำตอบคืออะไร ในแวดวงการวิจัยจะมีคำที่เกี่ยวข้องกับการตั้งคำถามอยู่ ๒ คำ คือ (๑) โจทย์ปัญหาการวิจัย เป็นการตั้งคำถามหลักของการวิจัย ๑ คำถาม มักได้มาจากการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสภาพปัจจุบันและสภาพความคาดหวังที่พึงประสงค์ และ (๒) คำถามการวิจัย เป็นการตั้งประเด็นคำถามย่อยเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการวิจัยให้สำเร็จลุล่วง สามารถกำหนดได้มากกว่า ๑ คำถาม ดังนั้น ในการวิจัยแต่ละครั้งควรมีการตั้งคำถามทั้งสองส่วน

ก่อนที่นักวิจัยจะตั้งโจทย์การวิจัยและคำถามการวิจัยได้นั้น นักวิจัยควรทำความรู้จักบริบท วิเคราะห์สภาพปัจจุบันปัญหาของสิ่งที่มุ่งศึกษานั้นให้เข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อน การสังเกตเพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ จะกระตุ้นให้นักวิจัยเกิดข้อสงสัย ฉุกคิดว่า “เอ๊ะ! ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ และเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร” ฉะนั้น การใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์ ชี้ชวนกันวิเคราะห์ ตั้งข้อสังเกต กระตุ้นให้คิด นับว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญของกระบวนการสร้างปัญญา

                สุวิมล ว่องวาณิช (๒๕๔๕) ได้ให้หลักการตั้งโจทย์ปัญหาการวิจัยเกี่ยวกับลักษณะของการตั้งโจทย์ปัญหาการวิจัยที่ดี หลักการตั้งโจทย์ปัญหาการวิจัย และระดับของโจทย์ปัญหาการวิจัยไว้ดังนี้

ลักษณะของการตั้งโจทย์ปัญหาการวิจัยที่ดีจะต้อง

๑. เป็นปัญหาที่มีความสำคัญ จำเป็นต้องเร่งแก้ไข

๒. เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นชัดเจน มีข้อมูลหลักฐานชี้ชัด

๓. เป็นปัญหาที่นำไปสู่คำตอบที่มีคุณค่า

๔. เป็นปัญหาปัจจุบันเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันเวลา

๕. เป็นปัญหาที่ผู้วิจัยสามารถทำได้จริงและสำเร็จได้ในปัจจัยเงื่อนไขที่มีอยู่

หลักการตั้งโจทย์ปัญหาการวิจัย

๑. อย่าตั้งโจทย์วิจัยที่เน้นแต่การศึกษาสภาพปัญหา

๒. อย่าตั้งโจทย์วิจัยเพื่อตรวจสอบว่าปัญหานั้นเป็นจริงหรือไม่

๓. ตั้งโจทย์วิจัยที่มีความลึกซึ้ง ให้คำตอบที่นำไปสู่การปรับปรุงพัฒนาเรื่องนั้นๆ ได้อย่างแท้จริง

เช่น ปัญหานั้นมีสาเหตุมาจากอะไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น วิธีการแก้ปัญหามีอะไรบ้าง จะแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร วิธีการแก้ปัญหาแบบใดเหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น วิธีใดดีกว่ากัน ผลการแก้ไขได้คำตอบว่าอย่างไร

๔. โจทย์วิจัยมีความเฉพาะเจาะจง มีขอบเขตของการศึกษาชัดเจน ไม่กว้างเกินไป ระดับ

ของโจทย์ปัญหาการวิจัย จากระดับต่ำ (ระดับที่ ๑) ไปสู่ระดับที่สูงขึ้น และดีกว่า ดังนี้

ระดับที่ ๑ โจทย์ปัญหาการวิจัยที่เกี่ยวกับการศึกษาสภาพของสิ่งที่มุ่งศึกษา

ระดับที่ ๒ โจทย์ปัญหาการวิจัยที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา

ระดับที่ ๓ โจทย์ปัญหาการวิจัยที่เกี่ยวกับวิธีแก้ปัญหา

                ๒. เตรียมการค้นหาคำตอบ

เมื่อนักวิจัยได้การตั้งคำถามที่เป็นลักษณะของโจทย์ปัญหาการวิจัยแล้ว จึงมาถึงขั้นของการเตรียมการค้นหาคำตอบ เป็นขั้นที่นักวิจัยต้องขบคิดเกี่ยวกับปัญหาหรือข้อสงสัยในขั้นตอนที่ ๑ ว่าสาเหตุ แนวทางแก้ไขที่จะเป็นไปได้ และแนวทางแก้ไขที่นักวิจัยเลือกนำมาใช้มากที่สุดเพื่อจัดการกับปัญหาการวิจัยคืออะไร รวมทั้งการคาดคะเนคำตอบที่จะได้จากการดำเนินการนั้นๆ ด้วย เมื่อมีความชัดเจนก็สามารถนำมาออกแบบหรือวางการดำเนินการวิจัยเพื่อตอบคำถามการวิจัยอย่างมีประสิทธิภาพได้ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการกำหนดกลุ่มเป้าหมายการวิจัย การออกแบบวิธีการเก็บข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้

    ๑. การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะทำวิจัย

                                ผู้วิจัยจะต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะทำการวิจัยให้ชัดเจน เป็นกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับโจทย์ปัญหาการวิจัย

    ๒. การออกแบบวิธีการเก็บข้อมูล

                                สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบวิธีการเก็บข้อมูลจะเกี่ยวข้องกับ ๓ ส่วนคือ แหล่งข้อมูล วิธีการเก็บข้อมูล และเครื่องมือการเก็บข้อมูล หลังจากที่นักวิจัยออกแบบการวิจัยในประเด็นต่างๆ แล้ว ให้ลำดับกิจกรรมการวิจัยจัดทำเป็นปฏิทินการปฏิบัติงาน สำหรับการเลือกวิธีการเก็บข้อมูลควรพิจารณาจากรายการต่อไปนี้

๑.      แหล่งข้อมูลที่เป็นบุคคล หรือไม่ใช่บุคคล ในแหล่งที่เป็นบุคคลควรพิจารณาว่า

ผู้ให้ข้อมูลเหมาะกับการให้เขียนตอบ สัมภาษณ์ สอบถาม หรือสังเกต

๒.    ลักษณะที่ต้องการศึกษาเป็นความสามารถ ความคิดเห็น พฤติกรรม หรือทักษะ

๓.     จำนวนผู้ให้ข้อมูลมากหรือน้อย

๔.     ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ หรือเชิงคุณภาพ

๕.     ช่วงเวลาในการทำวิจัย

    ๓. การออกแบบวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล สามารถดำเนินการได้ใน ๔ ลักษณะดังนี้

๑.      การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ สามารถทำได้โดยการวิเคราะห์เนื้อหา

เขียนคำบรรยาย อธิบาย ใช้คำพูดหรือพฤติกรรมสนับสนุนการสรุปผลการวิจัย

๒.    การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ส่วนใหญ่ใช้การแจงนับความถี่ คำนวณค่าร้อยละ

ค่าเฉลี่ย

๓.     การนำเสนอเปรียบเทียบความเหมือนหรือความต่างโดยใช้กราฟ

๔.     การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีผสม ใช้ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ และขยายความเสริมโดยใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพบรรยายประกอบให้เข้าใจมากขึ้น

                ๓. ค้นหาและตรวจสอบคำตอบ

การค้นหาคำตอบเป็นการนำแผนการวิจัยที่ได้ออกแบบไว้ไปปฏิบัติจริง ทั้งกิจกรรมการแก้ไขปัญหาการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อศึกษาผลที่เกิดขึ้น และการตรวจสอบสิ่งที่ได้ในแต่ละระยะว่าเป็นหนทางนำไปสู่คำตอบของการแก้ปัญหาที่แท้จริงหรือไม่ จำเป็นต้องปรับปรุงการดำเนินงานส่วนใดเพื่อให้ได้คำตอบที่เชื่อถือได้

 

                ๔. สรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ

การสรุปผลการวิจัยเป็นการสกัดสิ่งที่ได้ดำเนินการตลอดระยะเวลาการวิจัย เพื่อตอบโจทย์ปัญหาการวิจัย หรือคำถามการวิจัยที่ตั้งไว้

                การนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ ควรนำเสนอผลการวิจัยให้เข้าใจง่าย มีสาระครบถ้วน

ทำให้เข้าใจสิ่งที่ศึกษาและค้นพบ ควรเน้นการแสดงหลักฐานเพื่อยืนยันข้อสรุปที่ได้จากการวิจัย รูปแบบการนำเสนอผลการวิจัยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเอกสารเท่านั้น อาจเป็นการนำเสนอด้วยวาจา โปสเตอร์ แผ่นพับ สื่อ ICT ฯลฯ


บทบาทของครูและนักเรียนในการจัดการเรียนรู้โดยนักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้

ตาราง บทบาทครูและนักเรียนในการจัดการเรียนรู้โดยนักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้

กระบวนการวิจัย

บทบาทครู

บทบาทนักเรียน

๑. ตั้งคำถาม

 

  • ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียนให้เกิดความสงสัย ใคร่หาคำตอบ
  • ครูสนับสนุนให้นักเรียนนำคำถามที่ตรงประเด็นของปัญหา ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การค้นหาคำตอบของปัญหาได้ ไปทำการวิจัย
  • คิดประเด็นปัญหาที่ตนสนใจ
  • ตั้งคำถามตามประเด็นปัญหาที่ตนสนใจ

 

๒. เตรียมการค้นหาคำตอบ

 

  • ครูกระตุ้นให้นักเรียนนึกถึงความรู้หรือประสบการณ์ที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับปัญหา
  • ครูฝึกกระบวนการวิจัยให้แก่นักเรียน
  • นักเรียนสำรวจความรู้และประสบการณ์ที่คาดว่าอาจนำไปสู่การได้มาซึ่งคำตอบ 
    • นักเรียนคาดคะเนคำตอบตามข้อมูลที่มีอยู่และออกแบบการทดลองหรือการสืบค้นข้อมูลเพื่อตรวจสอบคำตอบ
 
๓. ดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ

 

  • ครูให้นักเรียนเรียนรู้ผ่านกระบวนการวิจัยและสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน
    • นักเรียนดำเนินการค้นหาคำตอบ ตามกิจกรรมที่ออกแบบไว้  ตรวจสอบและปรับปรุงจนได้คำตอบที่ไม่มีข้อขัดแย้งและไม่ขัดกับหลักฐานเชิงประจักษ์
 
๔. สรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ
  • ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายและสรุปกระบวนการวิจัยและผลการวิจัยที่เกิดขึ้น
  • ครูยกตัวอย่างวิธีนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ
    • นักเรียนทบทวนขั้นตอนการค้นหาคำตอบ การตรวจสอบคำตอบ และการปรับปรุงจนได้คำตอบสุดท้าย และนำเสนอในรูปแบบที่น่าสนใจ เหมาะสมกับวัย และระดับการศึกษา
 

 

 

ตัวอย่างนักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้

นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้ คือ นักเรียนเป็นผู้ทำการวิจัยโดยครูกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสงสัย   ตั้งคำถาม  เตรียมการค้นหาคำตอบ ดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ สรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่กำลังเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ตัวนำความร้อนและฉนวน ครูต้องเป็นผู้กระตุ้นให้นักเรียน เกิดความสนใจ และสงสัยว่า ความร้อนมาถึงตัวเราได้อย่างไรบ้างและ มนุษย์เรามีวิธีป้องกันความร้อนที่จะมาถึงตัวเราได้อย่างไรบ้าง เช่น ทำอย่างไรถ้าเราต้องยืนอยู่กลางแดดจึงจะไม่ร้อนมาก หรือเราจะจับหม้อข้าวที่ร้อนร้อนๆได้อย่างไรบ้างเป็นต้น

นักเรียนสามารถหาคำตอบโดยใช้กระบวนการวิจัย ตามขั้นตอนหลัก 4 ขั้นตอน ดังนี้ 

อันดับแรกครูต้องเข้าใจว่าความร้อนมาถึงตัวเราได้  ๓ ทางด้วยกัน  คือการนำความร้อน การพาความร้อน และการแผ่รังสี  และสิ่งที่ป้องกันความร้อนได้เราเรียกว่าฉนวนความร้อน ซึ่งฉนวนที่ป้องกันจะต้องสัมพันธ์กับการส่งผ่านความร้อน คือ ถ้าเราจะป้องกันความร้อนที่มาถึงเราโดยการแผ่รังสีเราต้องใช้ฉนวนที่ต่างจากฉนวนที่ป้องกันความร้อนโดยการนำความร้อนเป็นต้น  ในตัวอย่างนี้ถือว่านักเรียนได้เรียนเรื่องการส่งผ่านความร้อนและฉนวนมาแล้ว การดำเนินการสอนควรเริ่มดังนี้

ขั้นที่ 1  ตั้งคำถาม  ครูตั้งคำถามให้นักเรียนช่วยกันตอบว่า  “ในชีวิตประจำวันของเราจะได้สัมผัสหรือรับความร้อนจากสถานการณ์ใดบ้าง ? ”  ให้นักเรียนช่วยกันตอบสถานการณ์ต่างๆ เช่น จากการเข้าแถวหน้าเสาธง  จากการปิ้งไก่ จากการตักข้าวใส่จาน ฯลฯ ครูจัดกลุ่มนักเรียนตามกลุ่มการส่งผ่านความร้อน เช่นกลุ่มแผ่รังสี กลุ่มการนำความร้อน เป็นต้น ให้แต่ละกลุ่มตั้งคำถามเพื่อเปรียบเทียบหาคุณภาพของฉนวนความร้อน เช่น

กลุ่มตากแดดกลางสนาม (แผ่รังสี) 

-  หลังคาเต็นท์สีขาวกับหลังคาเต็นท์สีน้ำเงิน หลังคาเต็นท์สีใดจะป้องกันความร้อนได้ดีกว่ากัน

-  หลังคาเต็นท์สีเข้มจะร้อนกว่าหลังคาเต็นท์สีอ่อนจริงหรือไม่

กลุ่มตักข้าว หรือ ตักแกง

-                   ทัพพีไม้ป้องกันความร้อนได้ดีกว่าทัพพีพลาสติกหรือไม่

-                   ใช้หม้อสแตนเลสกับหม้ออลูมิเนียมต้มน้ำ  น้ำในหม้อใดจะเดือดก่อน

ฯลฯ

 

ขั้นที่ 2  เตรียมการค้นหาคำตอบ  ความรู้และประสบการณ์เดิมของนักเรียนทำให้นักเรียนเกิดความคิด ที่จะคิดวิธีหาคำตอบคำถามของแต่ละกลุ่ม โดยครูต้องคอยเป็นที่ปรึกษาของนักเรียน กิจกรรมที่ต้องทำคือการวางแผนของนักเรียนเพื่อหาคำตอบและเตรียมเครื่องมือหรือกำหนดแหล่งที่จะไปหาความรู้และคำตอบของคำถามนั้นๆ  เช่น

กลุ่มกางเต็นท์ ที่ตั้งคำถามว่า “หลังคาเต็นท์สีขาวกับหลังคาเต็นท์สีน้ำเงิน หลังคาเต็นท์สีใดจะป้องกันความร้อนได้ดีกว่ากัน”

อาจออกแบบการทดลองเปรียบเทียบการส่งผ่านความร้อนผ่านผ้าใบสีขาวกับผ้าใบสีน้ำเงินและเก็บข้อมูลได้ คือ

กำหนดอุปกรณ์การทดลอง เช่น เทอโมมิเตอร์  ผ้าใบสีขาว ผ้าใบสีน้ำเงิน  หลอดไฟฟ้าที่จะให้ความร้อน กล่องกระดาษ ฯลฯ

วิธีทำการทดลองและเก็บข้อมูล

๑.      เจาะฝากล่องด้านหนึ่งแล้วปิดด้วยผ้าใบกล่องละสี นำเทอโมมิเตอร์เข้าไว้ข้างใน

๒.    ใช้หลอดไฟฟ้าส่องให้ความร้อน แล้วจับเวลาวัดความร้อนทุกๆ ๓ นาที เช่น อ่านอุณหภูมิทุก ๓, ๖, ๙, ๑๒, ๑๕ นาที แล้วบันทึกอุณหภูมิ

๓.     นำผลการวัดอุณหภูมิของ กล่องทั้งสองมาเปรียบเทียบกันเพื่อหาคำตอบ

๔.     อาจทำการทดลองซ้ำได้

๕.     กลุ่มช่วยกันออกแบบแบบบันทึกข้อมูลเพื่อใช้ในกิจกรรมข้อ ๒

กลุ่มอื่นอาจออกแบบการค้นหาคำตอบด้วยวิธีการสำรวจเก็บข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ที่ทางโรงเรียนจัดไว้ ตามความเหมาะสมเพื่อค้นหาคำตอบของคำถามที่กลุ่มตั้งไว้ โดยต้องกำหนดเป็นวิธีการ การเก็บข้อมูลและสร้างเครื่องมือ (แบบบันทึกข้อมูล) ไว้ให้ชัดเจนโดยครูเป็นที่ปรึกษา

 

ขั้นที่ 3  ดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ  นักเรียนแต่ละกลุ่มดำเนินการทดลองหรือเก็บข้อมูลตามที่ออกแบบไว้ พร้อมทั้งบันทึกผล  เปรียบเทียบ ค้นหา ตรวจสอบ และปรับปรุงคำตอบตามกิจกรรมที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่ 2 

 

ขั้นที่ 4  สรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ  นักเรียนแต่ละกลุ่ม สรุปผลที่ได้จากการการค้นหาคำตอบ  และนำเสนอให้เห็นลำดับขั้นตอนของการค้นหาคำตอบ การตรวจสอบและปรับปรุงคำตอบ  ด้วยวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ  เหมาะกับวัยและระดับการศึกษา เช่น จัดทำรายงาน  จัดป้ายนิเทศ  นำเสนอโดยวิธีตอบปัญหา หรือ นำเสนอในแบบดิจิตอล  วีดีทัศน์  เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

การวิเคราะห์หลักสูตรสู่การจัดการเรียนรู้โดยนักเรียนใช้กระบวนการวิจัย

                    การจัดการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งมีลักษณะหมุนวนเป็นวงและยกระดับความรู้ให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนเป็นกระบวนการทางปัญญา ในระบบการศึกษาจำเป็นต้องใช้กระบวนการวิจัยเพื่อสร้างความรู้ใหม่ที่จะช่วยให้เกิดความรู้  ความเข้าใจ สามารถแก้ปัญหาและพัฒนางาน พัฒนาคนได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  ดังนั้นการจัดการเรียนรู้และการวิจัยจึงต้องร้อยรัดเป็นกระบวนการเดียวกัน  อันจะก่อให้เกิดการสร้างองค์ความรู้และปัญญา

                    ครูเป็นบุคคลสำคัญในการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในลักษณะที่สอดคล้องกับชีวิตหรือสถานการณ์จริง  ครูจะรับความรู้อย่างเดียวยังไม่พอ ต้องสามารถศึกษาค้นคว้าทำวิจัยได้ และใช้กระบวนการวิจัยดังกล่าวถ่ายทอดไปสู่นักเรียน ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติตามที่ครูมีประสบการณ์ผ่านมา

 

การจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัย มีขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

 

      ๔. นำไปใช้สอนโดยใช้กระบวนการวิจัย
    ๓. ออกแบบการเรียนรู้และเขียนแผนการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัย
  ๒. จัดทำหน่วยการเรียนรู้
๑. วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด

 

ขั้นที่ ๑  วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด

                ขั้นตอนนี้เป็นการนำหลักสูตรมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ โดยวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด ซึ่งเป็นเป้าหมายในการพัฒนานักเรียนว่านักเรียนจะต้องรู้และทำอะไรได้ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ครูจะต้องสอน และจัดกลุ่มเนื้อหาที่สอดคล้องสัมพันธ์กันเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อกำหนดเป็นหน่วยการเรียนรู้  (สำหรับสถานศึกษาวิเคราะห์คำอธิบายรายวิชา  ซึ่งมีเนื้อหาสาระรายละเอียดที่เป็นของท้องถิ่น)

 

(ตัวอย่าง) การวิเคราะห์มาตรฐาน/ตัวชี้วัด และเนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔

สาระศาสนา

สาระหน้าที่พลเมือง

สาระเศรษฐศาสตร์

สาระประวัติศาสตร์

สาระภูมิศาสตร์

มฐ.ส.๑

ตัวชี้วัด

๑. ความสำคัญของพระพุทธศาสนาหรือศาสนสถานที่ตนนับถือ

๒. พุทธประวัติ

๓. พุทธสาวก ศาสนิกชนตัวอย่าง

๔. พระรัตนตรัย

๕. ตัวอย่างการทำความดีของตนเองและบุคคลในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน

๖. สวดมนต์ไหว้พระ สรรเสริญคุณพระรัตนตรัยและแผ่เมตตา

๗. หลักธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์

๘. ประวัติศาสดา

มฐ.ส ๒.๑

ตัวชี้วัด

๑. การเข้าร่วมกิจกรรมประชาธิปไตยของชุมชน การเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน

๒. การเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี

๓. สิทธิพื้นฐานของเด็ก

๔. วัฒนธรรมในภาคส่วน

๕. การอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธี (ปัญหา สาเหตุ แนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง)

 

มฐ. ส ๓.๑

ตัวชี้วัด

๑. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือก ซื้อสินค้าและบริการ

๒. สิทธิพื้นฐานของผู้บริโภค

๓. หลักการของเศรษฐกิจ     พอเพียงและการนำไปประยุกต์ใช้

มฐ. ส ๓.๒

ตัวชี้วัด

๑. ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของคนในชุมชน (อาชีพสินค้า การพึ่งพากัน สร้างความเข้มแข็ง)

๒. หน้าที่ของเงิน (ความหมาย) ประเภท หน้าที่ สกุลเงิน)

มฐ. ส ๔.๑

ตัวชี้วัด

๑. นับช่วงเวลา ทศวรรษ ศตวรรษ สหัสวรรษ

๒. ยุคสมัยการศึกษาประวัติศาสตร์

๓. ประเภทหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในการศึกษาความเป็นมาของท้องถิ่น

 

มฐ. ส ๕.๑

ตัวชี้วัด

๑. ใช้แผนที่ภาพถ่ายระบุลักษณะสำคัญทางกายภาพของจังหวัดตน

๒. ตำแหน่ง ระยะทาง และทิศของทรัพยากรและสิ่งต่าง ๆ ของจังหวัดตน

๓. แผนที่แสดงความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในจังหวัด

  ลักษณะทางกายภาพ(ภูมิประเทศ และภูมิอากาศ) ที่มีผลต่อสภาพสังคมในจังหวัด

 

 

 

 

สาระศาสนา

สาระหน้าที่พลเมือง

สาระเศรษฐศาสตร์

สาระประวัติศาสตร์

สาระภูมิศาสตร์

มฐ.ส ๑.๒

ตัวชี้วัด

๑. ศาสนสถาน

๒. มารยาทของศาสนิกชน

๓. การปฏิบัติตนในพิธีกรรม(อาราชธนาศีล อาราธนาธรรม วัฒนธรรมสวนะ)

มฐ.ส ๒.๒

ตัวชี้วัด

๑. อำนาจอธิปไตย ความสำคัญการปกครองระบอบประชาธิปไตย

๒. บทบาท หน้าที่ ในการเลือกตั้ง

๓. สถาบันพระมหากษัตริย์และความสำคัญของสถาบัน

  มฐ. ส ๔.๒

ตัวชี้วัด

๑. การตั้งหลักแหล่งและพัฒนาการของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์

๒. หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พบในท้องถิ่นที่แสดงพัฒนาการของมนุษย์ชาติในดินแดนไทย

มฐ. ส ๔.๓

ตัวชี้วัด

๑. พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย

๒. ประวัติและบุคคลสำคัญสมัยสุโขทัย

๓. ภูมิปัญญาไทยสมัยสุโขทัย(ภาษาไทย ศิลปกรรม ได้รับยกย่องเป็นมรดกโลก)

มฐ. ส ๕.๒

ตัวชี้วัด

๑. สภาพแวดล้อมทางกายภาพของชุมชนที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของคนในจังหวัด (บ้านอาหาร)

๒. การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในจังหวัด และผลจากการเปลี่ยนแปลง(ตั้งถิ่นฐาน ย้ายถิ่น)

๓. การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติในจังหวัด

 

ขั้นที่   จัดทำหน่วยการเรียนรู้

                จัดทำหน่วยการเรียนรู้  โดยวิเคราะห์  เนื้อหาที่สามารถสอนด้วยกันได้เป็นกลุ่ม ๆ หรือหน่วย  แล้วกำหนดลำดับชื่อหน่วย  มาตรฐานและตัวชี้วัด  เนื้อหาสาระ และเวลาสอนลงในตาราง

(ตัวอย่าง) การจัดทำหน่วยการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา  และวัฒนธรรม

  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  แบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนที่  ๑    มี  ๔  สาระ ได้แก่ศาสนา หน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ และภูมิศาสตร์ ส่วนที่  ๒ สาระประวัติศาสตร์ มีเวลาเรียน

ตามหลักสูตร  ปีละ ๘๐ ชั่วโมง  จัดแบ่งเป็นหน่วยการเรียนรู้  ดังนี้

หน่วยที่

ชื่อหน่วย

มาตรฐาน                     และตัวชี้วัด

เนื้อหาสาระ

เวลา (ชม.)

ศาสนาของเรา มฐ. ส ๑.๑ 

ตัวชี้วัด ๑, ๒, ๘

๑. ความสำคัญของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ

๒. พุทธประวัติ

๓. ประวัติศาสดา

ที่พึ่งทางใจ มฐ. ส ๑.๑ 

ตัวชี้วัด ๓, ๔, ๖

๑. พุทธสาวก  สาวิกา  ชาดก

๒. พระรัตนตรัย

๓. สวดมนต์ไหว้พระสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยและแผ่เมตตา

ศาสนิกชนคนไทย มฐ. ส ๑.๒ 

ตัวชี้วัด ๑, ๒, ๓

๑. ศาสนสถาน

๒. มารยาทของศาสนิกชน

๓. การปฏิบัติตนในพิธีกรรม

อยู่อย่างสมานฉันท์ มฐ. ส ๑.๑ 

ตัวชี้วัด ๕, ๗

๑. ตัวอย่างการทำความดีของตนเองและบุคคลในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน

๒. หลักธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์

 

 

 

 

 

 หน่วยที่

ชื่อหน่วย

มาตรฐาน                     และตัวชี้วัด

เนื้อหาสาระ

เวลา (ชม.)

ส่วนร่วมประชาธิปไตย มฐ. ส ๒.๑ 

ตัวชี้วัด ๑, ๒

มฐ. ส ๒.๒ 

ตัวชี้วัด ๒,

๑. การเข้าร่วมกิจกรรมประชาธิปไตยของชุมชน การเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน

๒. การเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี

๓. บทบาทในการเลือกตั้ง

อยู่อย่างสันติวิธี มฐ. ส ๒.๑ 

ตัวชี้วัด ๓, ๔

๑. สิทธิพื้นฐานของเด็ก

๒. การอยู่กันอย่างสันติวิธี

วัฒนธรรมไทย มฐ. ส ๒.๑ 

ตัวชี้วัด ๔

วัฒนธรรมในภาคต่าง ๆ

ศูนย์รวมจิตใจ มฐ. ส ๒.๒ 

ตัวชี้วัด ๑, ๓

๑. อำนาจอธิปไตย

๒. สถาบันพระมหากษัตริย์

บริโภคอย่างฉลาด มฐ. ส ๓.๑ 

ตัวชี้วัด ๑, ๒

๑. ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อสินค้าและบริการ

๒. สิทธิพื้นฐานของผู้บริโภค

๑๐

อยู่อย่างพอเพียง มฐ. ส ๓.๑ 

ตัวชี้วัด ๓

หลักการทางเศรษฐกิจพอเพียงและการนำไปประยุกต์ใช้

๑๑

ชุมชนเข้มแข้ง มฐ. ส ๓.๒ 

ตัวชี้วัด ๑

ความสัมพันธ์ของเศรษฐกิจของคนในชุมชน

๑๒

คุณค่าเงิน มฐ. ส ๓.๒ 

ตัวชี้วัด ๒

หน้าที่การเงิน

๑๓

จังหวัดของเรา มฐ. ส ๕.๑ 

ตัวชี้วัด ๑, ๒

๑. การใช้แผนที่ ภาพถ่าย รวมลักษณะสำคัญทางกายภาพของจังหวัดตน

๒. ลักษณะทางกายภาพที่มีผลต่อสภาพสังคม

ในจังหวัด

๑๔

สิ่งดีมีคุณค่า มฐ. ส ๕.๑ 

ตัวชี้วัด  ๒, ๓

๑. ตำแหน่ง ระยะทาง และทิศของงทรัพยากรและสิ่งต่าง ๆ ในจังหวัดตน

๒. แผนที่แสดงความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ       ที่มีอยู่ในจังหวัด

 

หน่วยที่

ชื่อหน่วย

มาตรฐาน                     และตัวชี้วัด

เนื้อหาสาระ

เวลา (ชม.)

๑๕

รักษ์สิ่งแวดล้อม มฐ. ส ๕.๒ 

ตัวชี้วัด  ๑, ๒, ๓

๑. สภาพแวดล้อมทางกายภาพของชุมชนที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของคนในจังหวัด

๒. การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในจังหวัดและผลจากการเปลี่ยนแปลง

๓. การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ธรรมชาติในจังหวัด

รวม

๘๐

 


(ตัวอย่าง)  การจัดทำหน่วยการเรียนรู้  สาระประวัติสาสตร์

                สาระประวัติศาสตร์ เป็นสาระที่แยกจาก กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม    มีเวลาเรียน ปีละ ๔๐ ชั่วโมง  (ระดับประถมศึกษา)

หน่วยที่

ชื่อหน่วย

มาตรฐาน                     และตัวชี้วัด

เนื้อหาสาระ

เวลา (ชม.)

ช่วงเวลา มฐ. ส ๔.๑ 

ตัวชี้วัดที่ ๑

หลักการทางเศรษฐกิจพอเพียงและการนำไปประยุกต์ใช้

ยุคสมัยในอดีต มฐ. ส ๔.๑ 

ตัวชี้วัดที่ ๒

มฐ. ส ๔.๒ 

ตัวชี้วัดที่ ๑

๑. ยุคสมัยการศึกษาประวัติศาสตร์

๒. การตั้งหลักแหล่งและพัฒนาการของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ร่องรอยในอดีต มฐ. ส ๔.๑ 

ตัวชี้วัดที่ ๓

มฐ. ส ๔.๒ 

ตัวชี้วัดที่ ๒

๑. ประเภทหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในการศึกษาความเป็นมาของท้องถิ่น

๒. หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พบในท้องถิ่นที่แสดงพัฒนาการของมนุษยชาติในดินแดนไทย

๑๐

ภูมิใจในบรรพบุรุษ มฐ. ส ๔.๓ 

ตัวชี้วัดที่๑,๒,๓

๑. พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย

๒. ประวัติ และบุคคลสำคัญสมัยสุโขทัย

๓. ภูมิปัญญาไทยสมัยสุโขทัย

๑๗

รวม

๔๐

 

ขั้นที่ ๓  ออกแบบการเรียนรู้และเขียนแผนการเรียนรู้

                   นำหน่วยการเรียนรู้มาออกแบบการเรียนรู้ และเขียนแผนการเรียนรู้  โดยเน้นกระบวนการวิจัย  ที่จะฝึกนักเรียนการตั้งคำถาม  ค้นหาคำตอบ  ดำเนินการค้นหาและตรวจสอบ  สรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ  ดังตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้


(ตัวอย่าง)

แผนการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม  

หน่วยการเรียนรู้  เรื่อง  จังหวัดของเรา                ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔                                 เวลา  ๖  ชั่วโมง

……………………………………………..

มาตรฐานการเรียนรู้ 

ส ๕.๑  เข้าใจลักษณะของโลกทางกายภาพและความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งซึ่งมีผลต่อกันและกันในระบบของธรรมชาติ  ใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ในการค้นหา วิเคราะห์ สรุปและใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวชี้วัด

                   ๑. ใช้แผนที่ ภาพถ่าย ระบุลักษณะสำคัญทางกายภาพของจังหวัดตน

                   ๒. ใช้แผนที่อธิบายความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในจังหวัด

สาระสำคัญ

                   แผนที่ ภาพถ่าย เป็นเครื่องมือ ที่ช่วยให้ข้าใจลักษณะของกายภาพ ซึ่งมีผลต่อสภาพสังคมในจังหวัด

ของเรา

สาระการเรียนรู้

                   ความรู้/ ความสามารถ

๑.  นักเรียนสามารถใช้แผนที่อธิบายอธิบายความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในจังหวัด

ของตนได้ 

๒. นักเรียนใช้แผนที่ภาพถ่ายเขียนระบุลักษณะสำคัญของทางกายภาพของจังหวัดตนเองได้

                   ทักษะ/กระบวนการ

                         ๑. นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้

                   คุณลักษณะอันพึงประสงค์

                         ๑.ใฝ่เรียนรู้

                         ๒. มุ่งมั่นในการทำงาน

เป้าหมาย/ จุดเน้นของสถานศึกษา

                 นักเรียนสามารถเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัย

 

 

การวัดและประเมินผล  (ภาระงาน/ชิ้นงาน)  และเกณฑ์การประเมิน (Rubric)

                   ภาระงาน/ชิ้นงาน

                   ๑. การตั้งคำถามที่ครอบคลุมความรู้เกี่ยวกับแผนที่ภาพถ่ายที่แสดงลักษณะสำคัญทางกายภาพและอธิบายความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในจังหวัดของตน

                   ๒. แผนการค้นหาคำตอบตามคำถามตั้งไว้

                   ๓. บันทึกความรู้ลักษณะสำคัญทางกายภาพของจังหวัดลงในแผนที่ และอธิบายความสัมพันธ์ของ

สิ่งต่าง ๆ ในจังหวัดของตนเอง

                   ๔. สรุปผลการศึกษาที่แสดงแผนที่ระบุลักษณะสำคัญทางกายภาพและเขียนอธิบายถึงความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ในจังหวัดของตน

                   ๕. จัดทำแผ่นพับ/ เว็บไซต์ / หนังสือเล่มเล็กแนะนำจังหวัดของตน

 

กิจกรรมการเรียนรู้

 

ขั้นการตั้งคำถาม   (ชั่วโมงที่ ๑)

๑. ครูให้นักเรียนดูแผนที่ และภาพถ่าย สถานที่ต่าง ๆ และร่วมสนทนา    

-  แผนที่และภาพถ่ายช่วยให้นักเรียนเรียนรู้เกี่ยวกับอะไรบ้าง

-  ถ้าไม่มีแผนที่หรือภาพถ่ายจะเป็นอย่างไร

-  ให้นักเรียนสังเกตแผนที่หรือภาพถ่ายจะเห็นสัญลักษณ์อะไร มีความว่าอย่างไร เช่น ภูเขา แม่ น้ำ เป็นต้น

-  ครูนำเสนอเนื้อหาตามตัวชี้วัดที่จะเรียนได้แก่แผนที่ภาพถ่าย ลักษณะทางกายภาพ แผนที่แสดง 

ความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง  ๆ ที่มีอยู่ในจังหวัดของตนและแนะนำวิธีการตั้งคำถามเพื่อจะได้องค์ ความรู้ตามเนื้อหาดังกล่าวข้างต้น เช่น ใช้เทคนิคหมวก ๖ ใบ แผนที่ที่แสดงลักษณะกายภาพอะไรบ้าง สัญลักษณ์ที่มองเห็นดังกล่าวหมายความว่าอย่างไร

-  ให้แต่ละกลุ่มตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับเนื้อหาที่ครูนำเสนอข้างต้นและให้ตัวแทนกลุ่ม

นำเสนอผลงานการตั้งคำถามให้เพื่อนและครูได้ให้ข้อแนะนำ

-   นักเรียนศึกษาและฝึกวาดแผนที่ของจังหวัดพร้อมทั้งระบุสถานที่สำคัญ

 

ขั้นเตรียมการค้นหาคำตอบ  (ชั่วโมงที่ ๒ – ๓)

                ๑. ครูแนะนำแหล่งเรียนรู้เพื่อหาคำตอบได้แก่อินเตอร์เน็ตที่แสดงแผนที่ดาวเทียม   เช่น  ตัวอย่างเว็บ  http://www.thailandmaps.net  http://www.gisdd.com  

                ๒. ครูยกตัวอย่างการวางแผนศึกษาค้นคว้า เรื่องใดเรื่องหนึ่งพร้อมอธิบายถึงรายละเอียดของแผนที่แสดงถึงสิ่งที่จะต้องปฏิบัติ เครื่องมือที่ใช้แต่ละขั้นตอนและผู้รับผิดชอบ

                ๓. ให้แต่ละกลุ่มช่วยกันวางแผนการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการใช้แผนที่จังหวัดของตนโดยการวิเคราะห์ภาระงานที่จะทำ เพื่อให้ได้คำตอบของคำถามวิจัยที่ตั้งไว้ กำหนดปฏิทินปฏิบัติงานผู้รับผิดชอบ พร้อมรูปแบบการบันทึกข้อมูล การรายงานผลความก้าวหน้า

                ๔. แต่ละกลุ่มนำเสนอแผนการศึกษาค้นคว้าต่อครูและเพื่อน เพื่อให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมโดยใช้เกณฑ์การประเมินเตรียมการค้นหาคำตอบ

                ๕. ครูนัดหมายให้แต่ละกลุ่มรายงานผลเป็นระยะ ๆ โดยนำเสนอความก้าวหน้าของการดำเนินงานในชั้นเรียนเพื่อให้ข้อเสนอแนะและช่วยเหลือเมื่อพบปัญหาอุปสรรค

 

ขั้นดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ  (ชั่วโมงที่ ๓ – ๔)

                   ๖. นักเรียนแต่ละกลุ่มรายงานผลการดำเนินงานแต่ระยะ ๆ ตามปฏิทินการนัดหมายที่ครูกำหนดพร้อมเสนอปัญหาอุปสรรคตลอดจนวิธีการแก้ไขปัญหา  

                   ๗. ให้แต่ละกลุ่มทบทวนความรู้ที่ได้ว่าครอบคลุมคำถามที่ตั้งไว้หรือไม่ มีแหล่งเรียนรู้ที่นอกเหนือได้ค้นคว้าไปแล้วอีกหรือไม่ และคำตอบที่ได้มีความเข้าใจตรงกันในกลุ่มเพื่อนหรือยัง

                   ๘. ให้แต่ละกลุ่มนำเกณฑ์การประเมินการดำเนินการค้นหาและตรวจคำตอบ และถ้าพบสิ่งใดไม่สมบูรณ์จะดำเนินการอย่างไร

 

ขั้นสรุปและนำเสนอการศึกษา (ชั่วโมงที่ ๕ – ๖)

                   ๙. ครูนำเสนอวิธีการสรุปข้อมูลเช่น จังหวัดลำพูนมีลักษณะสำคัญทางกายภาพคือ มีพื้นที่เหมาะสมในการปลูก กระเทียม หอมหัวแดง ลำไย มีศาสนสถานที่สำคัญ เช่น วัดพระธาตุหริภุญไชยเป็นต้นและลักษณะดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับอาชีพส่วนใหญ่ ของคนในลำพูนคือ อาชีพปลูกกระเทียม อาชีพทำขนมเค้กลำไย ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นลำไย  เป็นต้น  ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ที่เกิดจากลักษณะสัมพันธ์กายภาพข้างต้น

                   ๑๐. ครูยกตัวอย่างการนำเสนอผลการศึกษาอาจเป็นแผ่นพับ / เว็บไซต์ / หนังสือเล่มเล็ก

                   ๑๑. ให้แต่ละกลุ่มดำเนินการวิเคราะห์และสรุปผลการศึกษาพร้อมออกแบบโครงร่างการนำเสนอผลการศึกษาที่กลุ่มเลือก

                   ๑๒. แต่ละกลุ่มนำเสนอโครงร่างการข้อค้นพบจากการศึกษาค้นคว้าให้เพื่อนและครูได้วิพากษ์วิจารณ์และนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุง

                   ๑๓. จัดทำแผ่นพับ / เว็บไซต์ / หนังสือเล่มเล็ก หรือรูปแบบที่กลุ่มเสนอเพื่อแนะนำจังหวัดตามโครงร่างที่กำหนดแล้วให้เพื่อนในกลุ่มได้ตรวจสอบผลงานการจัดทำโดยการใช้เกณฑ์การประเมินการสรุปและการนำเสนอการศึกษา

                   ๑๔. ตัวแทนกลุ่มนำเสนอผลงานของกลุ่มหน้าชั้นเรียนให้เพื่อนในห้องเรียนและครูได้ช่วยกันประเมินพร้อมนำเสนอสิ่งกลุ่มจะคิดทำต่อยอกหรือพัฒนาต่อไป

           สื่อและแหล่งเรียนรู้

                   ๑. เทคนิคการตั้งคำถาม

                   ๒. ตัวอย่างแผนการค้นหาคำตอบ

                   ๓. ตัวอย่างเว็บไซต์ แผนที่จังหวัด ภาพถ่ายจังหวัด

                   ๔. ตัวอย่างแผ่นพับ / เว็บไซต์ / หนังสือแนะนำจังหวัด

                   การวัดและประเมินผล

                 ๑. วิธีวัด

     ๑.๑  สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้

     ๑.๒  ตรวจผลงาน การตั้งคำถาม แผนการค้นหาคำตอบ บันทึกผลการดำเนินและตรวจคำตอบ

ผลงานการจัดทำแผนพับ / เว็บไซต์ / หนังสือ / อื่น ๆ ที่แนะนำจังหวัดของตนเอง

        ๒.  เกณฑ์การประเมิน

                         ๒.๑  การตั้งคำถามตัวชี้วัด

                         ๒.๒  แผนการค้นคว้าหาคำตอบ

                         ๒.๓  บันทึกและรายงานความก้าวหน้าแสดงถึงปัญหาอุปสรรคและวิธีการแก้ไข

                         ๒.๔  แผนพับ / เว็บไซต์ / หนังสือ / อื่น ๆ ที่แนะนำจังหวัดของตนเอง ที่ได้จากการสรุปผลการศึกษา

                ๓.  เครื่องมือวัด

                         ๓.๑  แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้

                         ๓.๒  แบบประเมินผลงาน

 

สื่อ/แหล่งเรียนรู้

-  แผนที่ ภาพถ่าย แสดงลักษณะทางกายภาพของจังหวัดของตน

-  แบบฟอร์มการวางแผนเตรียมการ

-  ประเด็นการวางแผนเตรียมการ

-  กระดาษปรู๊ฟ ปากกาเขียน

-  สถานที่ใกล้เคียงกับโรงเรียน

 

การสร้างบรรยากาศและแหล่งเรียนรู้ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัย

               การเรียนรู้โดยนักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้นั้นการจัดบรรยากาศและแหล่งเรียนรู้ให้เอื้อต่อการเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัยนับว่ามีความสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นที่ ๑ ตั้งคำถาม และขั้นที่ ๒  เตรียมการค้นหาคำตอบ  สถานศึกษาสามารถจัดสถานที่ภายในหรืออาจเป็นภายนอกสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมหรือกระตุ้นให้นักเรียนสามารถใช้กระบวนการวิจัยในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกโอกาส  จากสื่อ  จากครูและจากแหล่งเรียนรู้ทุกประเภท รวมทั้งเครือข่ายการเรียนรู้ต่าง ๆ ในท้องถิ่น ซึ่งนักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างอิสระ  เรียนรู้ร่วมกันระหว่างเพื่อน ๆ  หรือวิทยากรท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามสภาพจริง  ได้คำถามในการวิจัยที่เหมาะสม  ดำเนินการค้นคว้า  ค้นพบคำตอบ และได้องค์ความรู้ไม่รู้จบ  ก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ มีความคงทน  ได้เรียนรู้อย่างมีความหมายต่อการนำไปใช้จริงและได้เรียนรู้อย่างมีความสุข   ดังนั้นสถานศึกษาควรส่งเสริมเติมเต็มบรรยากาศและแหล่งเรียนรู้ให้มีขึ้นในส่วนต่าง ๆ ดังนี้

๑. บรรยากาศและแหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษา

๑.๑ ห้องเรียน

๑.๒ บริเวณโรงเรียน

๑.๓ อาคารต่าง ๆ

             ๒. บรรยากาศและแหล่งเรียนรู้ภายนอก

                     ๒.๑ สถานประกอบการ

                     ๒.๒ สถานที่ราชการ

                     ๒.๓ แหล่งท่องเที่ยว

                     ๒.๔ อื่นๆ

            บรรยากาศและแหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษา  

                บรรยากาศในห้องเรียน  

                ๑.  ครูเป็นส่วนสำคัญในสร้างบรรยากาศห้องเรียน ครูต้องเป็นผู้กระตุ้นด้วยวิธีการที่หลากหลาย 

เป็นกันเอง สนุกสนานและไม่เคร่งเครียด ให้นักเรียนคิด  ตั้งคำถาม เตรียมการค้นหาคำตอบ  ดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบและสรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ  ตามวิธีและกระบวนการวิจัยทั้ง ๔ ขั้นตอนที่ทางโครงการกำหนดไว้

                ๒. จัดและปรับเปลี่ยนห้องเรียนให้สอดคล้องกับกิจกรรมหรือหน่วยการเรียนรู้ เพื่อกระต้นให้นักเรียนสนใจและอยากเรียนรู้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น จัดโต๊ะเรียนเป็นกลุ่ม ตั้งชื่อกลุ่มให้เป็นชื่อคล้ายงานวิจัยโดยให้นักเรียนคิดตั้งชื่อกันเอง  เช่น กลุ่มนักถาม  กลุ่มค้นหาคำตอบ  กลุ่มการแลกเปลี่ยนความรู้  เป็นต้น

                ๓. จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์และสื่อให้พร้อมในการใช้งานและเอื้อให้เกิดการเรียนอย่างมีความสุข เช่น จัดให้มีการใช้คอมพิวเตอร์ เครื่องฉายทึบแสง LCD จอรับภาพ เครื่องขยายเสียง สื่อเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ

                ๔. จัดป้ายนิเทศ ประชาสัมพันธ์ ติดข้อความแสดงกระบวนหาความรู้ด้วยกระบวนการวิจัยหรือขั้นตอนการปฏิบัติ 

                ๕. จัดมุมความรู้ / แสดงผลงาน ที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัยของนักเรียน

 

                บรรยากาศภายในโรงเรียน  (บริเวณโรงเรียน อาคารเรียน)

              สถานศึกษาควรพัฒนาและจัดสภาพแวดล้อมของบริเวณโรงเรียน  โดยเฉพาะรอบ ๆ อาคารและตัวอาคารเรียนต่าง ๆ ให้มีบรรยากาศที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ในเรื่องต่อไปนี้

๑. สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ  ขจัดที่รกร้าง เพิ่มพื้นที่สีเขียว รักษาให้สะอาดและปลอดภัย

๒. อาคารเรียนที่เป็น ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ โรงฝึกงาน ห้องสมุด จัดแต่งให้มีสภาพพร้อม

ใช้งานตลอดเวลา

๓. พื้นที่ทำกิจกรรมการเกษตรสำหรับนักเรียนใช้ปฏิบัติจริงในรูปแบบของการสาธิตหรือทดลอง

ในรูปแบบของกระบวนการวิจัย   ควรจัดเตรียมให้มีสภาพพร้อมใช้งาน

๔. พื้นที่ออกกำลังกาย เล่นกีฬา โรงพลศึกษา  สำหรับกิจกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพ ควรดูแลความ

สะอาด  ความปลอดภัยในการใช้งาน   มีสถิติ  ข้อมูลของผลการวิจัยเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเก็บข้อมูลตนเองและเปรียบเทียบผลการปฏิบัติตนในการดูแลสุขภาพตนเอง                                                                            

๕. บรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัยอื่น ๆ เช่น  สวนสมุนไพร สวนป่าโรงเรียน

ฯลฯ ควรจัดให้เอื้อต่อการเรียนรู้โดยกระบวนการวิจัยในรูปแบบ ต้นไม้ตั้งคำถามได้  ต้นไม้นี้มีคำตอบ   สวนป่านี้ถามตอบได้ ป้ายบอกเส้นทางให้คิด ซุ้มม้าหินใต้ร่มไม้ ที่อ่าน-เขียนหนังสือ ที่มีผลงานการเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัย  สวนหย่อมตามมุมต่าง ๆ ของอาคาร

๖. พื้นที่เพื่อการเรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติ  ในลักษณะของศูนย์ศึกษา-สาธิตกิจกรรมต่าง ๆ เช่น

ศูนย์ฝึกอาชีพท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญาไทย  ฯลฯ  ซึ่งมีแนวการจัดกิจกรรมที่นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้  โดยสามารถนำมาใช้ดังนี้

๖.๑ ฝึกการการสังเกตข้อผิดปกติ หรือสงสัย เพื่อตั้งคำถาม/ปัญหา เพื่อสำรวจ สืบค้นที่มา

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเทียบเคียงแนวคิดกับปัจจุบัน

๖.๒ เรียนรู้และฝึกฝนโดยปฏิบัติจริงให้เกิดทักษะกระบวนการวิจัยตามธรรมชาติของแต่ละ

กลุ่มสาระการเรียนรู้

๖.๓ จัดทำโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาต่อยอด  เช่น โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวทาง

เศรษฐกิจพอเพียง โครงการศึกษาค้นคว้าวิจัย ทดลอง สาธิตการเกษตร

๖.๔ จัดตั้งเป็นชมรม ชุมนุม  เช่น  ชุมนุมยุวเกษตรกรทำโครงการทดลองเกษตรทฤษฎีใหม่

๖.๕ จัดเป็นศูนย์รวมข้อมูลและประวัติของปราชญ์ท้องถิ่นที่เข้ามามีส่วนร่วมการเรียนรู้

๗. ห้องสมุด  

๗.๑ จัดให้เป็นห้องสมุดมีชีวิต  สวยงาม สะอาด สะดวกสบาย สว่าง  สงบ  การจัด

บรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมในห้องสมุด จะต้องคำนึงถึงความสวยงาม โล่งโปร่งตา ไม่รกรุงรัง จัดให้นั่งอ่านได้หลายรูปแบบตามความชอบของนักเรียนในแต่ละวัย ให้ความรู้สึกสบายและผ่อนคลาย  มีแสงส่องเข้ามาได้สะดวก  มีการจัดมุมนักวิจัยต่าง ๆ ให้นักเรียนเลือกศึกษาได้ตามความสนใจ

๗.๒ จัดให้มีห้องสมุดนอกอาคาร เช่น ห้องสมุดกลุ่มสาระ ห้องสมุดเคลื่อนที่ไปตามจุด

ต่าง ๆ  เช่น ใต้ต้นไม้ หน้าระเบียงห้องเรียน สวนหย่อม ศาลารอผู้ปกครอง โดยมีการสำรวจความสนใจของผู้รับบริการในแต่ละจุด เพื่อจัดหนังสือให้เหมาะสม

๗.๓ จัดการบริการและกิจกรรมส่งเสริมให้นักเรียนเข้าใช้ห้องสมุด  ได้แก่

 ๑)  หนังสือและสื่อสารสนเทศ มีหลากหลายเพียงพอ ตรงกับความต้องการของผู้ใช้

ทันสมัย ทันเหตุการณ์

 ๒) ระบบห้องสมุดได้มาตรฐาน ใช้โปรแกรมบริหารจัดการห้องสมุด

 ๓) จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการสืบค้นข้อมูล  กิจกรรมนันทนาการ รวมถึงการ

เผยแพร่ผลงานการจัดกิจกรรม

๔) มีบริการใช้เทคโนโลยีและการสื่อสารเข้ามาช่วยในการบริการห้องสมุดที่

หลากหลาย  เช่น  การสืบค้นข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  สื่อ ICT ในรูปของ  e-book   CD-Rom

๕) ปฏิสัมพันธ์ของบุคลากรห้องสมุดที่มีต่อผู้ใช้บริการ ต้องเป็นมิตร อบอุ่น มีชีวิตชีวา

คำนึงถึงความสะดวกสบายของผู้ใช้บริการ ช่วยให้ผู้ใช้บริการได้ข้อมูลอย่างรวดเร็ว

๘. การส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมเพื่อให้เกิดการเรียนรู้โดยกระบวนการวิจัย  โรงเรียนควรจัด

กิจกรรมหรือแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย เช่น

๘.๑  จัดห้องนิทรรศการงานวิจัยของครูและนักเรียน

๘.๒  จัดประกวดผลงานการวิจัยของบุคลากรในโรงเรียนทุกระดับ

๘.๓  จัดกิจกรรมเสนอผลงานวิจัยในโรงเรียน

๘.๔  จัดให้มีพื้นที่แสดงผลงานวิจัย ในเว็บไซต์ของโรงเรียน

๘.๕  มีการประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัย ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น  ปิดป้ายประชาสัมพันธ์ 

เสียงตามสายของโรงเรียน

๘.๖  ให้ทุนการวิจัย หรือทำโครงงานแก่นักเรียน โดยมีครูเป็นที่ปรึกษา

 

            แหล่งเรียนรู้ภายนอก

                แหล่งเรียนรู้ภายนอกสถานศึกษา เป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าในท้องถิ่น และเป็นส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่จะช่วยให้การเรียนรู้ด้วยการวิจัยของนักเรียนประสบความสำเร็จ  สถานศึกษาต้องจัดทำแผนผัง ข้อมูล  สถานที่ต่าง ๆ ประวัติบุคคล ภาพถ่าย เป็นต้น แหล่งเรียนรู้ดังกล่าวประกอบด้วย

๑. สถานที่  เช่น  ชุมชน  สถานบัน  สำนักงาน  แหล่งท่องเที่ยว

๒. บุคคล ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ  และปราชญ์ชาวบ้าน

๓. องค์กร เช่น  มูลนิธิ  สมาคม  หน่วยงานต่าง ๆ  กลุ่มแม่บ้าน 

๔. สิ่งแวดล้อม  ได้แก่ ธรรมชาติ  ประเพณี ความเชื่อ วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม  ปรากฏการณ์

                ประสิทธิภาพของแหล่งเรียนรู้

๑. ให้ความรู้แก่นักเรียนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

๒. ให้ประสบการณ์การฝึกปฏิบัติจริง เช่น การเก็บสถิติ สรุปข้อมูลการใช้แหล่งเรียนรู้แก่นักเรียน

จนเกิดทักษะการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัย

๓. ให้เกิดทัศนะคติที่ดีต่อกระบวนการเรียนรู้โดยกระบวนการวิจัย

๔. ควรค่าแก่การดำรงชีวิตของนักเรียน

            การดูแลบรรยากาศและแหล่งเรียนรู้ให้มีคุณภาพและยั่งยืน

๑. รักษาสภาพบรรยากาศและแหล่งเรียนรู้ให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาอย่างสม่ำเสมอ

๒. จัดระเบียบการใช้และการดูแล เช่น  มีระเบียบการใช้ห้อง/แหล่งเรียนรู้  มีการรักษาความสะอาด

เรียบร้อย  ความปลอดภัย

๓. มีการสำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้แหล่งเรียนรู้ สรุปผลความคิดเห็นของผู้ใช้แหล่งเรียนรู้

๔. พัฒนา บรรยากาศ และแหล่งเรียนรู้ให้สอดคล้องกับผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้

แหล่งเรียนรู้

 

การวัดและประเมินผลการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยของนักเรียน

การวัดและประเมินผลการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยของนักเรียน เป็นการวัดและประเมินผลโดยพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นกับครูผู้สอนและผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ผลที่เกิดขึ้นกับครูผู้สอนพิจารณาได้จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูผู้สอนที่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัย ได้แก่ เทคนิคการสอนที่ใช้ในการจัดกิจกรรมแต่ละขั้นตอนของกระบวนการวิจัย สื่อที่ใช้ในการจัดกิจกรรมเหมาะสมและนักเรียนได้ใช้อย่างทั่วถึง มีการวัดที่เน้นกระบวนการวิจัย ตามสภาพจริงและใช้วิธีการวัดที่หลากหลาย ส่วนผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียน พิจารณาจากพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนที่ได้นำกระบวนการวิจัยไปใช้ในการเรียนรู้ และผลงานที่เป็นองค์ความรู้ที่ถูกต้องสมบูรณ์ มีรายละเอียดในการประเมินการจัดการเรียนรู้แต่ละขั้นตอนของกระบวนการวิจัย ดังนี้

                   ๑.  ตัวชี้วัด  การวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ของครู

                                ๑.๑ ตั้งคำถาม พฤติกรรมของครูผู้สอน ควรปรากฏดังนี้

                                                ๑.๑.๑ ผู้สอนมีการจัดหรือสร้างสถานการณ์ที่กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสงสัย อยากรู้อยากเห็น หรือหาเหตุผลในเรื่องที่สนใจ ทำแล้วจะเกิดประโยชน์อย่างไร

                                                ๑.๑.๒ สร้างแรงจูงใจให้มีการศึกษาค้นคว้า จากแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย

                                                ๑.๑.๓ ฝึกตั้งคำถามเพื่อนำไปสู่การวิจัยของนักเรียน

                                                ๑.๑.๔ ผู้สอนใช้คำถามที่มีลักษณะท้าทายความสามารถของนักเรียนและกระตุ้นให้เกิดความสงสัยและอยากค้นหาคำตอบด้วยตนเอง

                                ๑.๒ เตรียมการค้นหาคำตอบ พฤติกรรมของครูผู้สอน ควรปรากฏดังนี้

                                                ๑.๒.๑ ผู้สอนให้นักเรียนได้ศึกษาหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและลองคาดเดาคำตอบ

                                                ๑.๒.๒ ยกตัวอย่างหรือแนะนำแหล่งเรียนรู้ วิธีการค้นหาคำตอบ

                                                ๑.๒.๓ ผู้สอนให้นักเรียนแสวงหาวิธีการหรือทางเลือกในการศึกษาหาคำตอบหลากหลายวิธี

                                                ๑.๒.๔ ให้นักเรียนประเมินทางเลือกและตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะสม ที่ให้ได้มาซึ่งคำตอบ

                                                ๑.๒.๕ เปิดโอกาสให้นักเรียนกำหนดขั้นตอนในการดำเนินงานตามวิธีการที่ได้

เลือกไว้

                                                ๑.๒.๖ ผู้สอนกระตุ้นและฝึกให้นักเรียนเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับใช้

ในการวิจัย

                                                ๑.๒.๗ ผู้สอนจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้วางแผนการดำเนินงานเพื่อค้นหาคำตอบ

ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการวิจัย

                                                ๑.๒.๘ ผู้สอนมีการนำนักเรียนได้สัมผัส สถานที่จริงหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อ

จุดประกายความคิด

                                ๑.๓ ดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ พฤติกรรมของครูผู้สอน ควรปรากฏดังนี้

                                                ๑.๓.๑ ผู้สอนจัดกิจกรรมเปิดโอกาสให้นักเรียนรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานเป็นระยะ ๆ

                                                ๑.๓.๒ ผู้สอนจัดกิจกรรม Focus Groups หรือกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างนักเรียนในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม เพื่อตรวจสอบและปรับปรุง ขจัดข้อขัดแย้งภายในตนเอง และระหว่างความคิดกับหลักฐานเชิงประจักษ์

                                                ๑.๓.๓ ฝึกนักเรียนสังเกต บันทึกผลการปฏิบัติงานอย่างละเอียดที่แสดงถึงสิ่งที่เป็นจุดเด่น จุดที่เป็นปัญหา

                                                ๑.๓.๔ ผู้สอนมีการเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ สื่อต่าง ๆ ที่ส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนได้ปฏิบัติได้เต็มประสิทธิภาพ

                                                ๑.๓.๕ ผู้สอนติดตามเอาใจใส่ช่วยเหลือนักเรียน ให้กำลังใจแก่นักเรียนอย่างสม่ำเสมอ

                                ๑.๔ สรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ พฤติกรรมของครูผู้สอน ควรปรากฏดังนี้

                                                ๑.๔.๑ ผู้สอนมีการจัดกิจกรรมฝึกให้นักเรียน นำข้อมูลที่ได้จากการบันทึกมาวิเคราะห์และสรุปผลการศึกษา

                                                ๑.๔.๒ ตรวจสอบความสมบูรณ์ ความถูกต้องของข้อมูล ที่ตอบคำถามตามที่กำหนดไว้

                                                ๑.๔.๓ วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลผลการศึกษา

                                               ๑.๔.๔ ร่วมกันสร้างเกณฑ์ในการเสนอผลการศึกษา

                                                ๑.๔.๕ ออกแบบการนำเสนอข้อมูลที่สอดคล้องกับเกณฑ์ที่กำหนด

                                                ๑.๔.๖ จัดทำโครงร่างแสดงรายละเอียด การนำเสนอข้อมูลที่ครอบคลุม

                                                ๑.๔.๗ จัดทำชิ้นงานที่จะนำเสนอตามโครงร่างที่กำหนด

                                                ๑.๔.๘ นำเสนอผลการศึกษาให้เพื่อนในกลุ่ม เพื่อนต่างกลุ่มและครูวิพากษ์วิจารณ์และปรับปรุง

                   ๒. ตัวชี้วัด  การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยของนักเรียน

                                ๒.๑ ตั้งคำถาม ตั้งคำถามของนักเรียนควรมีลักษณะ ดังนี้

                                                ๒.๑.๑ ตั้งคำถามได้ตรงประเด็น ชัดเจน ครอบคลุมกับสิ่งที่ต้องการศึกษา

                                                ๒.๑.๒ คำถามที่ต้องการคำตอบโดยใช้กระบวนการวิจัย

                                ๒.๒ เตรียมการค้นหาคำตอบ พฤติกรรมของนักเรียน ควรปรากฏดังนี้

                                                ๒.๒.๑ มีการศึกษา วิธีการหาคำตอบ หลาย ๆ แหล่ง ทั้งแหล่งปฐมภูมิและทุติยภูมิ

                                                ๒.๒.๒ มีการวิเคราะห์ข้อดี – ข้อจำกัดแต่ละทางเลือก

                                                ๒.๒.๓ กำหนดขั้นตอนในการดำเนินงานตามวิธีการที่เลือก

                                                ๒.๒.๔ เตรียมเครื่องมือสำหรับบันทึกข้อมูล

                                                ๒.๒.๕ กำหนดปฏิทินการปฏิบัติงานและรายงานผลการดำเนินงานต่อครูผู้สอนเป็นระยะ ๆ

                                ๒.๓ ดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ พฤติกรรมของนักเรียน ในการตรวจสอบคำตอบ ควรปรากฏดังนี้

                                                ๒.๓.๑ ลงมือปฏิบัติตามวิธีการที่กำหนดไว้

                                                ๒.๓.๒ บันทึกข้อมูลขณะปฏิบัติงานอย่างละเอียดและสร้างร่องรอยหลักฐานการเรียนรู้

                                                ๒.๓.๓ รายงานความก้าวหน้าของการดำเนินงานเป็นระยะ ๆ ตามแผนที่กำหนด

                                                ๒.๓.๔ แสดงความคิดเห็นและร่วมมือในการทำกิจกรรม Focus Group หรือกิจกรรมและเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งระดับกลุ่มระหว่างกลุ่มจนทำให้ข้อขัดแย้ง ทั้งความคิดในตนเองและความคิดกับหลักฐานเชิงประจักษ์หมดไป

                                                ๒.๓.๕ นำข้อแนะนำที่ได้จากข้อคิดเห็นทั้งกลุ่มเพื่อน ครู มาต่อยอดหรือพัฒนาเพิ่มเติม

                                                ๒.๓.๖ มีการสร้างกำลังใจ ช่วยเหลือเพื่อนในกลุ่มให้สามารถทำงานได้บรรลุเป้าหมาย

                               ๒.๔ สรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ พฤติกรรมของนักเรียน ควรปรากฏดังนี้

                                                ๒.๔.๑ ตรวจสอบความสมบูรณ์ถูกต้อง ชัดเจน ครอบคลุม ของข้อมูล กับคำถามที่ได้จากการบันทึก

                                                ๒.๔.๒ วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูล ผลการศึกษา

                                                ๒.๔.๓ ออกแบบวิธีการนำเสนอให้สอดคล้องกับเกณฑ์การนำเสนอผลงาน

                                                ๒.๔.๔ จัดทำโครงร่างที่แสดงรายละเอียดของผลการศึกษาตามที่ออกแบบไว้

                                                ๒.๔.๕ สร้างรูปแบบการนำเสนอตามโครงร่างที่กำหนด

                                                ๒.๔.๖ ทดลองนำเสนอรูปแบบผลการศึกษาให้เพื่อนในกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์และนำข้อมูลมาปรับปรุง

                                                ๒.๔.๗ นำเสนอผลการศึกษาต่อเพื่อนในชั้นเรียนและครู ตลอดจนจัดแสดงนิทรรศการ

                                                ๒.๔.๘ กระตุ้นให้นักเรียนให้เกิดความคิดในการต่อยอดหรือทำวิจัยครั้งต่อไป

 

๓. วิธีวัดผลการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยของนักเรียน

                วิธีวัดผลการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยของนักเรียน  เป็นการวัดผลที่ได้จากการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนที่ทำนักเรียนเกิดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยและวัดผลที่ได้จากการเรียนรู้ของนักเรียนที่ใช้กระบวนการวิจัย  ดังนั้นการวัดผลการเรียนรู้จึงควรมีวิธีวัดที่หลากหลาย  ตามแหล่งผู้ให้ข้อมูล  ในที่นี้แหล่งผู้ให้ข้อมูล  ทั้งครูผู้สอน ผู้ปกครอง/ชุมชน  นักเรียน

                .๑ แหล่งข้อมูลที่ได้จากครูผู้สอน จะใช้วิธีการวัดผล โดยการสังเกตการสอน ตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้ ผลงานของนักเรียน และการประเมินตนเองของครู

                .๒ แหล่งข้อมูลที่ได้จากนักเรียน จะใช้วิธีการวัดผล โดยการสังเกตการเรียนรู้ของนักเรียน นักเรียนประเมินตนเอง            

                ๓.๓ แหล่งข้อมูลที่ได้จากผู้ปกครองหรือชุมชน จะใช้วิธีการวัดผล โดยการสังเกตการทำงานของนักเรียนในบ้านหรือชุมชน สอบถามหรือสัมภาษณ์

 

๔.  เครื่องมือวัดผลการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยของนักเรียน

                ๔.๑ แบบสังเกต ได้แก่แบบสังเกตการสอนของครู แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน

                .๒ แบบตรวจสอบผลงาน ได้แก่ แบบตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้ แบบตรวจสอบผลงานของนักเรียน

                .๓ แบบประเมินตนเอง ได้แก่ แบบประเมินตนเองของครูและนักเรียน

                .๔ แบบสอบถามความคิดเห็น ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูผู้สอน แบบสอบถามความคิดเห็นของครูที่มีต่อการเรียนรู้ของนักเรียน แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้ปกครอง/ชุมชน ที่มีต่อการเรียนรู้ของนักเรียน

                .๕ แบบสัมภาษณ์ ได้แก่แบบสัมภาษณ์ครู ผู้ปกครองในการเรียนรู้ของนักเรียน

 

 

 

๕.  เกณฑ์การให้คะแนนและสรุปผลการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยของนักเรียน

                ๕.๑ เกณฑ์การให้คะแนนและสรุปผลการจัดการเรียนรู้ของครู

 

ข้อรายการ

ระดับคะแนน

๑. ตั้งคำถาม 

 

ไม่ปฏิบัติ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๑  ข้อ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๒  ข้อ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๓  ข้อ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๔ ข้อ

. เตรียมการค้นหาคำตอบ

ไม่ปฏิบัติ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๑ – ๒  ข้อ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๓ – ๔  ข้อ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๕ – ๖  ข้อ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๗ – ๘  ข้อ

. ดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ

ไม่ปฏิบัติ

ทำได้ตามตัวชี้วัด ๑ – ๒  ข้อ

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๓  ข้อ

ทำได้ตามตัวชี้วัด ๔ ข้อ

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๕ ข้อ

. สรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ

ไม่ปฏิบัติ

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๑ – ๒  ข้อ

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๑ – ๒  ข้อ

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๕  – ๖ ข้อ

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๗ – ๘  ข้อ

 

เกณฑ์การสรุปผลการจัดการเรียนรู้ของครู

 

ระดับคุณภาพ

ช่วงคะแนน

ดีมาก

มากกว่า ๑๒

ดี

๑๐-๑๒

พอใช้

๗-๙

ปรับปรุง

ต่ำกว่า ๗

 

 

 

 

 

 

 

                ๕.๒ เกณฑ์การให้คะแนนและสรุปผลการเรียนโดยใช้กระบวนการวิจัยของนักเรียน

 

ข้อรายการ

ระดับคะแนน

. ตั้งคำถาม 

 

ไม่ปฏิบัติ

เป็นคำถามที่มีคำตอบที่ยังไม่นำไปสู่การวิจัย ตั้งคำถามได้ตรงประเด็น แต่ยังไม่ ครอบคลุมกับสิ่งที่ต้องการศึกษา ทำได้ตามตัวชี้วัดข้อใดข้อหนึ่งอย่างชัดเจน ทำได้ตามตัวชี้วัด ๒ ข้ออย่างชัดเจน
. เตรียมการค้นหาคำตอบ

ไม่ปฏิบัติ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด ๑ ข้อ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๒ – ๓  ข้อ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๔   ข้อ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๕ ข้อ

.  ดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ

ไม่ปฏิบัติ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๑ ข้อ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๒ – ๓  ข้อ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๔ – ๕  ข้อ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๖  ข้อ

.  สรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ

ไม่ปฏิบัติ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๑-๒ ข้อ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๓ – ๔  ข้อ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด   ๕-๖  ข้อ

 

ทำได้ตามตัวชี้วัด  ๗ – ๘ ข้อ

 

                เกณฑ์การสรุปผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยของนักเรียน

ระดับคุณภาพ

ช่วงคะแนน

ดีมาก

มากกว่า ๑๒

ดี

๑๐-๑๒

พอใช้

๗-๙

ปรับปรุง

ต่ำกว่า ๗

 

 

 

 

 

๖.  ตัวอย่างเครื่องมือวัด

แบบสังเกตการสอนของครู

 

ชื่อผู้รับการสังเกต………………………………………………………..สอนรายวิชา……………………………………………..

วันเดือนปีสังเกต………………………………………………..สังเกตวันที่………………………………………………………..

 

คำชี้แจง ๑. ให้ผู้สังเกตใช้แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการสังเกตว่าครูได้จัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับรายการสังเกต  ถ้าสอดคล้องให้เขียนเครื่องหมาย Pในช่องผลการสังเกต  พร้อมบันทึกพฤติกรรมของครูที่พบในช่องข้อสังเกตหรือข้อค้นพบ

                ๒. นำผลการสังเกตเทียบกับเกณฑ์การสรุปผลการจัดการเรียนรู้ของครู  พร้อมบันทึกผลจุดเด่น จุดที่ควรพัฒนาลงท้ายแบบสังเกต

ที่

รายการสังเกต

ผล

เทคนิควิธีการสอนที่ใช้

 

 

 

ตั้งคำถาม

จัดหรือสร้างสถานการณ์ที่กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสงสัย  อยากรู้อยากเห็น หรือหาเหตุผลในเรื่องที่สนใจ 

สร้างแรงจูงใจให้มีการศึกษาค้นคว้า จากแหล่งเรียนรู้    อย่างหลากหลาย

 ฝึกให้นักเรียนตั้งคำถามเพื่อนำไปสู่การวิจัยของนักเรียน

ใช้คำถามที่มีลักษณะท้าทายความสามารถของนักเรียนและกระตุ้นให้เกิดความสงสัยและอยากค้นหาคำตอบด้วยตนเอง

   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่

รายการสังเกต

ผล

เทคนิควิธีการสอนที่ใช้

 

 

 

 

 

 

 

การเตรียมการค้นหาคำตอบ

ให้นักเรียนได้ศึกษาหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและลองคาดเดาคำตอบ

ยกตัวอย่างหรือแนะนำแหล่งเรียนรู้ วิธีการค้นหาคำตอบ

ให้นักเรียนแสวงหาวิธีการหรือทางเลือกในการศึกษาหาคำตอบหลากหลายวิธี

ให้นักเรียนประเมินทางเลือกและตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะสม ที่ให้ได้มาซึ่งคำตอบ

เปิดโอกาสให้นักเรียนกำหนดขั้นตอนในการดำเนินงานตามวิธีการที่ได้เลือกไว้

กระตุ้นและฝึกให้นักเรียนเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับใช้ในการวิจัย

จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้วางแผนการดำเนินงานเพื่อค้นหาคำตอบ ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการวิจัย

มีกิจกรรมให้นักเรียนสัมผัส ภูมิปัญญาท้องถิ่น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ

จัดกิจกรรมเปิดโอกาสให้นักเรียนรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานเป็นระยะ ๆ

จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ระหว่างนักเรียนในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม เพื่อตรวจสอบและปรับปรุง ขจัดข้อขัดแย้งภายในตนเอง  ระหว่างความคิดกับหลักฐานเชิงประจักษ์

 ฝึกนักเรียนสังเกต  บันทึกผลการปฏิบัติงานอย่างละเอียดที่แสดงถึงสิ่งที่เป็นจุดเด่น จุดที่เป็นปัญหา

มีการเตรียมวัสดุ อุปกรณ์  สื่อต่าง ๆ ให้นักเรียนได้ปฏิบัติได้เต็มประสิทธิภาพ

ติดตามเอาใจใส่ช่วยเหลือนักเรียน ให้กำลังใจแก่นักเรียนอย่างสม่ำเสมอ

   

 

 

ที่

รายการสังเกต

ผล

เทคนิควิธีการสอนที่ใช้

 

 

 

 

 

สรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ

จัดกิจกรรมฝึกให้นักเรียน นำข้อมูลที่ได้จากการบันทึกมาวิเคราะห์และสรุปผลการศึกษา

ตรวจสอบความสมบูรณ์ ความถูกต้องของข้อมูล ที่ตอบคำถามตามที่กำหนดไว้

วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลผลการศึกษา

สร้างเกณฑ์ในการเสนอผลการศึกษา

ออกแบบการนำเสนอข้อมูลที่สอดคล้องกับเกณฑ์ที่กำหนด

จัดทำโครงร่างแสดงรายละเอียด การนำเสนอข้อมูลที่ครอบคลุม

จัดทำสิ่งที่จะนำเสนอตามโครงร่างที่กำหนด

นำเสนอผลการศึกษาให้เพื่อนในกลุ่ม เพื่อนต่างกลุ่มและครู  วิพากษ์วิจารณ์และปรับปรุง

   

 

จุดเด่น ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

จุดที่ควรพัฒนา……………………………………………………………………………………………………………………………………………….…….

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

 

 

 

 

 

 

สรุปผลการสังเกตการณ์สอนของครู

 

๑. ตั้งคำถาม                                                              *  ดีมาก       *  ดี         *   พอใช้     *   ปรับปรุง

๒. การเตรียมการค้นหาคำตอบ                                *  ดีมาก       *  ดี         *   พอใช้     *   ปรับปรุง

๓. ดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ               *  ดีมาก       *  ดี         *   พอใช้     *   ปรับปรุง

๔. สรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ                 *  ดีมาก       *  ดี         *   พอใช้     *   ปรับปรุง

                                                                                                        ลงชื่อ……………………………………………ผู้สังเกต

                                                                                                                ( …………………………………………)

 

แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน

ชื่อผู้รับการสังเกต………………………………………………………..สอนรายวิชา……………………………………………..

วันเดือนปีสังเกต………………………………………………..สังเกตวันที่………………………………………………………..

คำชี้แจง . ให้ผู้สังเกต  สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน  ว่านักเรียนแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ที่

                   สอดคล้องกับรายการสังเกตถ้าสอดคล้องให้เขียนเครื่องหมาย Pในช่องผลการสังเกตพร้อมบันทึกพฤติกรรม

                               ของนักเรียนที่พบ

                ๒. นำผลการสังเกตเทียบกับเกณฑ์การสรุปพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน  พร้อมบันทึกผลจุดเด่น

                   จุดที่ควรพัฒนาลงท้ายแบบสังเกต

ที่

รายการสังเกต

ผล

พฤติกรรมการแสดงออก

 

ตั้งคำถาม

ตั้งคำถามได้ตรงประเด็น ชัดเจน ครอบคลุมกับสิ่งที่ต้องการศึกษา

คำถามที่ต้องการคำตอบโดยใช้กระบวนการวิจัย

   

 

 

 

การเตรียมการค้นหาคำตอบ

มีการศึกษา วิธีการหาคำตอบ หลาย ๆ แหล่ง  ทั้งแหล่งปฐมภูมิและทุติยภูมิ

การวิเคราะห์ข้อดี – ข้อจำกัดแต่ละทางเลือก

กำหนดขั้นตอนในการดำเนินงานตามวิธีการที่เลือก

เตรียมเครื่องมือสำหรับบันทึกข้อมูล

กำหนดปฏิทินการปฏิบัติงานและรายงานผลการดำเนินงานต่อครูผู้สอนเป็นระยะ ๆ

   

 

ที่

รายการสังเกต

ผล

พฤติกรรมการแสดงออก

 

 

 

 

 

ดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ   

ลงมือปฏิบัติตามวิธีการที่กำหนดไว้

บันทึกข้อมูลขณะปฏิบัติงานอย่างละเอียดและสร้างร่องรอยหลักฐานการเรียนรู้

รายงานความก้าวหน้าของการดำเนินงานเป็นระยะ ๆ ตามแผนที่กำหนด

แสดงความคิดเห็นและร่วมมือในการทำกิจกรรม  Focus  Group หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งระดับกลุ่ม  ระหว่างกลุ่ม จนทำให้ข้อขัดแย้ง ทั้งความคิดในตนเองและความคิดกับหลักฐานเชิงประจักษ์หมดไป

นำข้อแนะนำที่ได้จากข้อคิดเห็นทั้งกลุ่มเพื่อน ครู  มาต่อยอดหรือพัฒนาเพิ่มเติม

มีการสร้างกำลังใจ  ช่วยเหลือเพื่อนในกลุ่มให้สามารถทำงานได้บรรลุเป้าหมาย

   

 

 

 

 

 

สรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ  

มีการตรวจสอบความสมบูรณ์ถูกต้อง  ชัดเจน  ครอบคลุม ของข้อมูลที่ได้จากการบันทึก  กับคำถามที่ตั้งไว้

 วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูล ผลการศึกษา

ออกแบบวิธีการนำเสนอให้สอดคล้องกับเกณฑ์การนำเสนอผลงานจัดทำโครงร่างที่แสดงรายละเอียดของผลการศึกษาตามที่ออกแบบไว้

 สร้างรูปแบบการนำเสนอตามโครงร่างที่กำหนด

ทดลองนำเสนอรูปแบบผลการศึกษาให้เพื่อนในกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์และนำข้อมูลมาปรับปรุง

นำเสนอผลการศึกษาต่อเพื่อนในชั้นเรียนและครู ตลอดจนจัดแสดงนิทรรศการ

ช่วยกันตั้งคำถามที่ทำให้เกิดความคิดในการต่อยอดหรือทำวิจัยครั้งต่อไป

   

 

จุดเด่น …………………………………………………………………………………………………………………………………………..

จุดที่ควรพัฒนา……………………………………………………………………………………………………………………………….

 

 

 

สรุปผลการสังเกตพฤติกรรมนักเรียน

 

๑. ตั้งคำถาม                                                             *  ดีมาก       *  ดี         *   พอใช้     *   ปรับปรุง

๒. การเตรียมการค้นหาคำตอบ                               *  ดีมาก       *  ดี         *   พอใช้     *   ปรับปรุง

๓. ดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ              *  ดีมาก       *  ดี         *   พอใช้     *   ปรับปรุง

๔. สรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ                *  ดีมาก       *  ดี         *   พอใช้     *   ปรับปรุง

 

                                                                                                                ลงชื่อ…………………………ผู้สังเกต

                                                                                                          ( …………………………………………)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูผู้สอน

รายวิชา………………………………………………

โรงเรียน………………………………………………จังหวัด………………………………………ชั้น……………..

คำชี้แจง ๑. แบบสอบถามฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูที่สอนรายวิชา

                  ที่ระบุไว้ข้างต้น

                ๒. ให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น โดยการกาเครื่องหมาย  P ลงในช่องระดับการปฏิบัติที่

                   สอดคล้องกับความจริงมากที่สุด

             ๓. โปรดตอบข้อมูลตามความเป็นจริงหรือตามความรู้สึกที่แท้จริงของนักเรียนที่สุด คำตอบไม่มี

                   ผลกระทบต่อผลการเรียนของนักเรียน  แต่จะเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาการจัดการเรียนรู้

                   ของครูผู้สอนโดยส่วนรวม

 

ที่

 

รายการประเมิน

ระดับการปฏิบัติ

มากที่สุด มาก น้อย น้อยที่สุด

 

 

 

ตั้งคำถาม

จัดหรือสร้างสถานการณ์ที่กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสงสัย  อยากรู้อยากเห็น หรือหาเหตุผลในเรื่องที่สนใจ 

สร้างแรงจูงใจให้มีการศึกษาค้นคว้า จากแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย

 ฝึกให้นักเรียนตั้งคำถามเพื่อนำไปสู่การวิจัยของนักเรียน

ใช้คำถามที่มีลักษณะท้าทายความสามารถของนักเรียนและกระตุ้นให้เกิดความสงสัยและอยากค้นหาคำตอบด้วยตนเอง

       

 

 

 

การเตรียมการค้นหาคำตอบ

ให้นักเรียนได้ศึกษาหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและลองคาดเดาคำตอบ

ยกตัวอย่างหรือแนะนำแหล่งเรียนรู้ วิธีการค้นหาคำตอบ

ให้นักเรียนแสวงหาวิธีการหรือทางเลือกในการศึกษาหาคำตอบหลากหลายวิธี

ให้นักเรียนประเมินทางเลือกและตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะสม ที่ให้ได้มาซึ่งคำตอบ

 

       

 

ที่

 

รายการประเมิน

ระดับการปฏิบัติ

มากที่สุด มาก น้อย น้อยที่สุด

 

 

 

 

 

สรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ

จัดกิจกรรมฝึกให้นักเรียน นำข้อมูลที่ได้จากการบันทึกมาวิเคราะห์และสรุปผลการศึกษา

ตรวจสอบความสมบูรณ์ ความถูกต้องของข้อมูล ที่ตอบคำถามตามที่กำหนดไว้

วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลผลการศึกษา

สร้างเกณฑ์ในการเสนอผลการศึกษา

ออกแบบการนำเสนอข้อมูลที่สอดคล้องกับเกณฑ์ที่กำหนด

จัดทำโครงร่างแสดงรายละเอียด การนำเสนอข้อมูลที่ครอบคลุมคำถามวิจัย

จัดทำสิ่งที่จะนำเสนอตามโครงร่างที่กำหนด

นำเสนอผลการศึกษาให้เพื่อนในกลุ่ม เพื่อนต่างกลุ่มและครู  วิพากษ์วิจารณ์และปรับปรุง

       

 

ข้อเสนอแนะอื่น ๆ

๑. กิจกรรมการเรียนรู้อะไรที่นักเรียนประทับใจ…………………………………………………………………………………..

   …………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

๒. มีกิจกรรมการเรียนรู้ใดที่นักเรียนต้องการให้คุณครูปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง…………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

๓. สิ่งที่นักเรียนสามารถนำไปปรับหรือประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน……………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..